Category สุขภาพ

เตรียมอาหารเช้าให้พร้อม และดีต่อสุขภาพ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการเตรียมอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ
จริงๆ แล้ว การรับประทานอาหารเช้าที่ได้ชื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” นั้น เป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิดมาก เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถมั่นใจได้ว่ามื้อเช้าของคุณในทุกวันดีต่อสุขภาพแน่นอน

  • เผื่อเวลาไว้สำหรับการจัดเตรียมอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การเตรียมอาหารเช้าของคุณไว้ล่วงหน้า ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามื้อเช้าของคุณนั้นมีพลังงานที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ รวมทั้งมีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดชื่นและเปี่ยมพลัง

 

  • รู้ว่ากำลังรับประทานอะไร พิจารณาอาหารเช้าของคุณให้ดีว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง และส่วนประกอบนั้นๆ มีสารอาหารครบถ้วนตามที่แนะนำหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น แซนด์วิช 1 ชิ้น ประกอบด้วยขนมปัง ซึ่งให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แฮม เป็นอาหารประเภทโปรตีน และมายองเนส คือ ไขมัน หากอาหารเช้าของคุณประกอบด้วย 3 สารอาหารหลักนี้ ก็อุ่นใจได้ว่ามื้อเช้าของคุณก็ดีต่อสุขภาพในระดับหนึ่ง

 

  • เพิ่มผักผลไม้ในมื้อเช้าทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเลือกเมนูใดเป็นมื้อเช้า ขอให้เพิ่มผักและผลไม้เข้าไป เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ในปริมาณที่มากพอเพื่อช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 

  • ตบท้ายมื้อเช้าด้วยนมหรือเครื่องดื่มที่อุดมด้วยโปรตีนทุกครั้ง นมเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง และอุดมไปด้วยแคลเซียม การดื่มนมหรือเครื่องดื่มโปรตีนสูงนั้นจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าได้รับปริมาณโปรตีนที่เพียงพอในมื้อเช้า

 

  • เลือกอาหารสำเร็จรูปหรือเครื่องดื่มที่มีตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ถ้าคุณยุ่งมากจนไม่สามารถทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเลือกอาหารหรือเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า โดยพิจารณาจากตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ที่ได้รับการรับรองโดยมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่แสดงให้เห็นว่า อาหารและเครื่องดื่มที่คุณเลือกซื้อนั้นเป็นตัวเลือกเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะมีปริมาณน้ำตาล โซเดียม หรือไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไป

สรุปแล้ว การรักษาความสมดุล คือหัวใจของทุกอย่าง หากคุณสามารถสร้างความสมดุลในมื้ออาหารของคุณได้แล้ว คุณก็สามารถนำหลักการนี้ไปใช้สร้างสมดุลในการใช้ชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในรูปแบบของตัวคุณเองได้

เจ็บหน้าอก บ่งบอกว่าเป็นโรคหัวใจจริงหรือ?

หลายต่อหลายครั้งที่อาการเจ็บหน้าอกมักเกิดขึ้นกับเรา ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับหัวใจสักหน่อย บางครั้งก็เกิดบ่อยซะจนทำเอาหลายคนแอบหวั่นๆ ว่าปัญหาร่างกายของชั้นมันยังโอเคมั้ยเนี่ย! ฉันเป็นโรคหัวใจหรือเปล่านะ? ไม่เสมอไปหรอกค่ะ เพราะอาการเจ็บหน้าอกนั้นมีสาเหตุและปัจจัยในการเกิดหลายอย่าง และนี่ก็คือสาเหตุของอาการที่ว่านี้ที่เราอยากแชร์ให้คุณรู้


1. เจ็บหน้าอกเพราะมีอาการแสบร้อนที่หน้าอกหรือลิ้นปี่
ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เมื่อกระเพาะอาหารของคุณและกรดในกระเพาะอาหารที่ช่วยย่อยอาหารกลับ ดันกลับเข้าไปในหลอดอาหารหลอดที่เชื่อมต่อลำคอและกระเพาะอาหารซะนี่ และเนื่องจากกรดในกระเพาะมีความเป็นกรดสูงมาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกแสบร้อนหลังกระดูกหน้าอกของคุณ ซึ่งภายในกระเพาะอาหารของเรานั้นเรียงรายไปด้วยเยื่อหุ้มชั้นดี ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดฤทธิ์กัดกร่อนของกรดมาทำลายได้ ในขณะที่บริเวณหลอดอาหารไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่อาการในช่วงนี้ยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงค่ะ อาจจะเกิดได้เป็นครั้งคราว แต่ถ้าคุณพบปัญหานี้สัปดาห์ละสองครั้งหรือมากกว่านั้น คุณอาจมีโรคกรดไหลย้อน Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) เกิดขึ้นแล้วล่ะ หากไม่ได้รับการรักษาตามช่วงเวลาก็อาจจะทำให้เกิดโรคหอบหืด อึดอัด แน่นหน้าอก ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเป็นมะเร็งชนิดที่หายยากได้

2. กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกได้รับบาดเจ็บ
หรือที่เราเรียกกันแบบธรรมดาสามัญชนว่า “กล้ามเนื้อหน้าอกฉีก” เป็นการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยในการเล่นกีฬา สามารถเกิดได้ทั้งในระหว่างฝึกซ้อม หรือในระหว่างการแข่งขันที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ซึ่งจะมีปัญหามาก โดยในนักกีฬาจะมีโอกาสบาดเจ็บซ้ำได้สูง และมีอาการปวดเรื้อรังได้ มักจะพบในกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่รับน้ำหนักมาก เช่น กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อน่อง

3. ความรู้สึกที่ไม่สบายภายในหน้าอก

ซึ่งในบางครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุ ในบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการที่เราเคยกระทบกระเทือนในบริเวณนั้นมาก่อน อาการจะทุเลาลงได้เมื่อได้กินยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ

4. โรคงูสวัด
ที่เกิดจากไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส คุณจะมีอาการคันและผิวหนังไหม้ และเริ่มมีอาการเจ็บแปล๊บๆที่บริเวณหน้าอก เพราะฉะนั้นหากคุณคิดว่าคุณมีโรคงูสวัด คุณควรติดต่อแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะยาต้านไวรัสสามารถช่วยลดอาการเจ็บปวดและลดระยะเวลาของอาการได้ ถ้าคุณใช้ยาเหล่านี้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีอาการผื่นขึ้น

5. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ คุณก็อาจจะมีอาการเจ็บปวดแปล๊บๆที่หน้าอกได้ เพราะมันเป็นผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อรอบหัวใจ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความผิดปกติของภูมิต้านทานที่บกพร่องด้วย เช่น โรคลูปัส และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ถึงแม้ว่าโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมักจะไม่เป็นพิษเป็นภัยมากนัก แต่มันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณจริงๆ แพทย์จะแก้ไขได้โดยจ่ายยา Ibuprofen ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการอักเสบได้ดี

6. โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ
โรคของเยื่อหุ้มหัวใจอาจทำคุณมีไข้และมีอาการเจ็บหน้าอกได้ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายลดลง ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเลาะเยื่อหุ้มหัวใจที่หนาออกไป ก็จะช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกให้ดีขึ้นได้

7. โรคตับอ่อนอักเสบ
เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเซลล์ของตับอ่อนทั้งชนิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทันทีทันใดและการอักเสบชนิดเรื้อรัง ซึ่งอย่างหลังนี้อันตรายมาก เพราะจะมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนภายในร่างกายจนเราอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ หากเกิดการอักเสบซ้ำกันหลายๆครั้ง ก็จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกตามมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเซลล์ของตับอ่อนจะค่อยๆถูกทำลายจนไม่สามารถสร้างน้ำย่อยและฮอร์โมนได้ ถ้ามีข้อสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ก็ควรปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะถือว่าเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆได้อีก

8. หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
อาการของโรคจะทำให้เจ็บแน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก ปวดเมื่อยหัวไหล ปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาการแบบนี้จะเป็นมากขณะออกกําลัง เป็นอาการเจ็บหนักๆเหมือนมีอะไรมาทับหรือรัดบริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูก บางคนอาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และแขนทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะข้างซ้าย อาการจะทุเลาลงเมื่อได้นั่งพักหรืออมยา Nitroglycerin ซึ่งเราก็สามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ ด้วยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกําลังในระดับที่เหมาะสม ไปตรวจสมรรถภาพหัวใจบ้างปีละครั้ง เพื่อให้แพทย์ได้แนะนำวิธีการดูแลตัวเอง ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการเจ็บหน้าอกและการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้